4 วิธีเตรียมความพร้อมสำหรับคนออนไลน์เพื่อวัยเกษียณ

หลายคนคิดว่า ธุรกิจออนไลน์ เริ่มต้นง่าย ใช้ทุนน้อย สามารถทำควบคู่งานประจำ ลดความเสี่ยงของการกู้เงินจากสถาบัน อย่างไรก็ดี การทำออนไลน์ให้รุ่ง ต้องตื่นตัว ใช้พลังงานและความคิดสร้างสรรค์มาก แม้งานออนไลน์ไม่มีการเกษียณอายุตามกฎหมายแรงงาน แต่คุณอาจเกษียณตัวเองด้วยความแก่ชรา คุณอาจจะนั่งวางระบบเว็บไซต์ใหม่ๆ จนเช้ามืด หรือตอบ Facebook inbox หรือตอบ Line ตอนเที่ยงคืนไม่ไหว!

การเป็นคนออนไลน์จึงต้องมีการวางแผนไม่ต่างไปจากการทำงานในทุกอุตสาหกรรมและไม่ต่างจากผู้ทำงานประจำ ต้องการการวางแผนทางการเงินเพื่อเตรียมพร้อมสู่วัยเกษียณหรืออายุ 50-60 ปีขึ้นไป และต่อไปนี้เป็น 4 วิธีเตรียมความพร้อมคนออนไลน์เพื่อวัยเกษียณ

1. ตั้งเป้าหมายรายได้

ในการทำธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรือขายบริการเฉพาะทางผ่านอินเทอร์เน็ต เราต้องตั้งเป้าหมายรายได้ โดยแบ่งเป็นเป้าหมายรายปีว่า ปีนี้อยากมีรายได้เท่าไหร่เพื่อจะได้หาวิธีทำงาน และคิดถึงปัจจุบันว่าคุณต้องทำอะไร ต้องขายอะไร ขายกี่บาทและจำนวนเท่าไหร่เพื่อให้ได้ยอดขายตามนั้น จากนั้นก็กำหนดเป็นเป้าหมายรายเดือนเพื่อกำหนดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละเดือนและแต่ละวันเพื่อให้ได้ยอดขายตามเป้าในแต่ละเดือน

การตั้งเป้าหมายไม่ได้แปลว่าต้องทำได้ตามเป้าเป๊ะ หากได้เกินเป้าก็ดี แต่หากต่ำกว่าเป้าคือประสบการณ์ที่คุณเรียนรู้เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขเพื่อให้ยอดขายพัฒนาไปตามเป้าหมายที่ต้องการ

2. ขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง

หลายๆ ธุรกิจต้องมีการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจออนไลน์ก็เช่นกัน! หากคุณเริ่มจากการขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าแฟชั่น ต่อไปอาจขยายไปเป็นเครื่องประดับ และรองเท้า และในที่สุดคุณอาจเปิดเป็นเว็บไซต์ที่สร้างแบรนด์สินค้าอีกประเภทของตัวเอง

หากคนทำงานประจำหลายๆ คนยังคิดหารายได้หลายช่องทาง นักธุรกิจแทบทุกคนก็ไม่คิดที่จะหยุดอยู่ที่อุตสาหกรรมประเภทเดียวเช่นกัน นักธุรกิจบางคนเปิดธุรกิจกระจายออกไปหลายอุตสาหกรรม จึงเป็นเรื่องปกติที่นักธุรกิจออนไลน์จะขยายตัวไปสู่เว็บไซต์ขายสินค้าและบริการประเภทอื่นๆ ตามประสบการณ์และพันธมิตรที่สร้างขึ้นระหว่างทาง

3. ทำบัญชีแบ่งเงินสดให้ชัดเจน

การทำธุรกิจออนไลน์ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ต้องทำบัญชีส่วนตัว การทำบัญชีจะทำให้คุณรู้รายได้จากธุรกิจออนไลน์ว่ามีรายรับเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ ได้แก่ ค่าโฆษณา รูปภาพประกอบ ค่าเอาต์ซอสงาน ฯลฯ เท่าไหร่ จากนั้น คุณมีรายรับสุทธิเท่าไหร่ ในรายรับสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายในธุรกิจออนไลน์จะต้องหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง ได้แก่ ค่ากิน ค่าบ้าน ฯลฯ คุณจึงจะรู้รายรับ-รายจ่ายที่แท้จริงว่า คุณเหลือเก็บเข้าบัญชีเป็นเงินออมเท่าไหร่

หากคุณไม่ทำบัญชี ตัวเลขจากการตั้งเป้าหมายและการขยายกิจการจะไร้ความหมาย เพราะคุณจะไม่มีโอกาสได้รู้ศักยภาพธุรกิจของตัวเอง ไม่รู้ว่าเติบโตไปแล้วพอใช้เหลือเก็บอย่างไร และควรจะนำไปลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกิจการต่อไปอีกเท่าไหร่และอย่างไร ฯลฯ

4. ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ

เมื่อคุณรู้ศักยภาพทางการเงินของตนเองอย่างละเอียดแล้วว่า ยอดขายเท่าไหร่ เติบโตอย่างไร และนำเงินกลับไปลงทุนในธุรกิจออนไลน์ต่างๆ ของคุณจนเกิดเงินสดส่วนเกินที่เป็นเงินเย็นๆแล้ว คุณยังมีทางเลือกทีจะผันตัวไปเป็นนักลงทุนที่ใช้เงินทำงานอย่างแท้จริง คือเป็นเงินที่เย็นจริงที่สามารถนำไปกระจายยังสินทรัพย์อื่นๆ ได้แก่…

ธุรกิจสตาร์ทอัพ
การแบ่งเงินไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
สตาร์ทอัพ คือ กลุ่มคนทีมีไอเดีย แต่ต้องการเงินทุน ต้องการหาคนมาลงทุนเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา เป็นธุรกิจขนาดเล็กและเป็นธุรกิจประเภทซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่สามารถขยายตลาด (Scale-up) ได้โดยไม่ต้องการทรัพยากรประเภท ที่ดิน อาคาร และคน เหมือนกับธุรกิจสมัยก่อน

นักลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพเรียกว่า Angel investor
ผลตอบแทนในการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จนั้นสูงมาก หากธุรกิจสตาร์ทอัพถูกซื้อจากบริษัทใหญ่หรือสามารถผลักดันเข้าตลาดหุ้น นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจำนวนมหาศาลหลายพันเท่าของเงินลงทุน แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ดั่งคำเตือนว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพบางธุรกิจเจ๊งภายใน 6-12 เดือนแรก! – เพราะฉะนั้น ดูให้ดีๆ และเงินที่ต้องใช้ควรเป็นเงินที่คุณพร้อมจะได้หรือเสียกับมันอย่างไม่มีเงื่อนไข

กองทุน
เป็นการลงทุนเก่าแก่และดั้งเดิมที่มีระบบ ระเบียบ และผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลบริหารการลงทุน คุณสามารถเลือกได้หลากหลายประเภทกองทุนตามความเสี่ยงที่คุณรับได้

การลงทุนในกองทุนมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่ก็น้อยกว่าการลงทุนในสตาร์ทอัพหลายเท่าตัว ปัจจุบันสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมีให้คุณเลือกใช้บริการมากมายครับ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็มีเงินเย็นๆ ที่พร้อมจะนำไปลงในสินทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าในระยะยาว

หุ้น
การนำเงินเย็นไปลงทุนในหุ้น คือ ทางเลือกของคนที่อยากเป็นตัวของตัวเอง พร้อมรับความเสี่ยงแต่ก็มีความพร้อมที่จะลุย

การลงทุนในหุ้นเสี่ยงมากกว่าการลงทุนผ่านกองทุน แต่น้อยกว่าการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ สิ่งที่คุณต้องการคือศึกษาความรู้ในการลงทุน เข้าใจธุรกิจของกิจการที่จะเข้าไปลงทุน และเข้าใจความสัมพันธ์ของธุรกิจนั้นๆ ต่อเศรษฐกิจของประเทศและของโลกตามลำดับ ในมุมหนึ่ง การลงทุนในหุ้นก็คล้ายการลงทุนในสตาร์ทอัพ เพียงแต่บริษัทในตลาดหุ้นเป็นบริษัทที่เติบโตมั่นคงมากแล้ว มีสภาพคล่องสูงกว่า และสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสดได้ทุกวัน

นอกเหนือจากการลงทุนสามแบบที่กล่าวมา คุณยังมีทางเลือกการลงทุนอีกมากมาย ขอให้ศึกษาทำความเข้าใจ เข้าใจความเสี่ยง ใช้เงินเย็น ลงทุนแต่เนิ่นๆ ในวันที่คุณมีกำลังกายและใจในการสร้างรายได้จากธุรกิจออนไลน์ เพื่อวางรากฐานของการสร้างสินทรัพย์จากการลงทุนในระยะยาว

ที่มา : ceoblog

บทความที่น่าสนใจ