แบบทดสอบง่ายๆ คุณเหมาะกับประกันแบบไหน?

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้ง วันนี้ผมมีคำถามโลกแตกแบบสั้นๆมาถามทุกคนครับว่า “รู้หรือไม่ว่า.. เราควรจะซื้อประกันแบบไหนดี?” และ “ประกันแบบไหนที่เหมาะสมกับเรา” กันแน่

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีแบบนี้ หลายๆคนคงกำลังวางแผนในการซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยงและใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี แต่ก็ยังไม่รู้จะเลือกแบบไหน ใช่ไหมครับ?

บทความในตอนนี้ผมมีวิธีง่ายๆ สั้นๆ มานำเสนอให้เพื่อนๆพี่ๆน้องทุกคนทดสอบกันครับว่า ตัวเรานั้นเหมาะกับประกันแบบไหนบ้าง ถ้าหากพร้อมแล้ว เรามาเลือกไปพร้อมๆกันเลยคร้าบ

 

จากแบบทดสอบสั้นๆข้างต้นนี้ได้แบ่งตามความต้องการแบบคร่าวๆในการทำประกันชีวิต ออกเป็น 4 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มนั้นจะมีรายละเอียดดังนี้ครับ

กลุ่ม 1 : เน้นจ่ายเบี้ยสบายๆ โดยกลุ่มนี้จะเน้นความต้องการในการลดความเสี่ยงเป็นหลักครับ ด้วยความคุ้มครองชีวิตในระยะเวลาที่ยาวนาน

กลุ่ม 2 : เน้นความคุ้มค่า คือ ได้ความหลากหลายทั้งเรื่องความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ เป็นการซื้อประกันชีวิตที่พ่วงประกันสุขภาพและอุบัติเหตุเข้าไปด้วยครับ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกๆด้านที่เราต้องการ

กลุ่ม 3 : เน้นออมทรัพย์ คือ ได้รับผลตอบแทนสูงจากการทำประกันชีวิต รวมถึงการได้รับเงินจ่ายคืนตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากการทำประกันเป็นระยะๆ

กลุ่ม 4 : ต้องการวางแผนเกษียณ โดยใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นตัวช่วยในการสร้างเงินบำนาญหลังจากที่เราเกษียณอายุนั่นเองครับ

ทีนี้ผมขอสรุปเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีสำหรับการทำประกันชีวิตไว้อีกครั้งหนึ่งตรงนี้ครับว่า ประกันในแต่ละกลุ่มนั้นสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างไรบ้าง

ประกันชีวิตกลุ่มที่ 1-3 : ถือว่าเป็นประกันชีวิตแบบปกติที่สามารถลดหย่อนเงินได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้เฉพาะเบี้ยความคุ้มครองชีวิต แต่เบี้ยความคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุไม่สามารถนำมาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้

ประกันชีวิตกลุ่มที่ 4 : คือประกันชีวิตแบบบำนาญที่สามารถนำมาลดหย่อนเงินได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่มีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และประกันแบบบำนาญตัวนี้ เมื่อรวมกับ RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่นใดๆ เบี้ยบำนาญสามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึง 300,000 บาท

แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำอีกทีนะครับว่า วิธีการเลือกประกันชีวิตที่ดีนั้น ให้ดูจากความต้องการในการทำประกันชีวิตเป็นลำดับแรก ว่าเรามีความจำเป็นอะไรบ้างที่ต้องทำประกัน เช่น แบ่งเบาภาระของครอบครัวเมื่อเราจากไป ออมเงิน หรือ มีเงินบำนาญที่จะไว้ใช้จ่าย รวมถึงความต้องการด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อคำนวณทุนประกันที่ต้องการร่วมกับความสามารถในการจ่ายชำระเบี้ยประกันของเราครับ

ถ้าหากเรายังไม่รู้ว่าต้องการทำประกันเพื่ออะไรและยังไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม คิดแต่จะทำเพื่อใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว ผมอยากแนะนำให้พิจารณาข้อมูลในส่วนนี้ให้ดีเสียก่อนครับ เพราะหน้าที่ที่แท้จริงของประกันชีวิต คือ การบริหารความเสี่ยงจากการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจากไปก่อนวัยอันควร ทั้งในเรื่องของสุขภาพและอุบัติเหตุ ซึ่งประกันชีวิตนี่แหละถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการจัดการวางแผนความเสี่ยงที่ว่านี้ รวมถึงการวางแผนทางการเงิน เพื่อลดภาระและปัญหาทางการเงินแก่คนข้างหลังครับ

อย่าลืมนะครับว่า…
การใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีนั้นเป็นเพียงผลประโยชน์แฝงที่ได้รับจากการทำประกันเท่านั้นครับ

สุดท้ายนี้… ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเลือกประกันได้ถูกใจตามแบบที่ตัวเองต้องการ เลือกทุนประกัน และคำนวณเบี้ยประกันได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเองกันทุกคนคร้าบ :)

ขอบคุณที่มาจาก : aommoney.com

บทความที่น่าสนใจ